30 เม.ย. 2026

ปลดล็อกขีดจำกัดงานดีไซน์ เมื่อความสวยงามและข้อกฎหมายโคจรมาเจอกันในอาคารเขียว

ในโลกของสถาปัตยกรรมและการออกแบบ เรามักเชื่อว่า ‘จินตนาการ’ คือ สิ่งไร้ขอบเขต แต่ในความเป็นจริง ยิ่งโลกหมุนไปข้างหน้า สถาปนิกกลับต้องเผชิญกับหน้าต่างแห่งเงื่อนไขที่บีบแคบลงเรื่อยๆ ทั้งเรื่องงบประมาณ โครงสร้าง และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ข้อกฎหมาย’ แต่สำหรับ BSG GLASS กฎกติกาเหล่านั้นไม่ใช่จุดจบของความคิดสร้างสรรค์ ทว่ามันคือโจทย์ใหม่ที่ท้าทายให้เราออกเดินทางค้นหานวัตกรรมกระจกที่จะช่วยทลายทุกขีดจำกัดเดิมๆ ในงาน BSG GLASS Exclusive Talk: Design Beyond Limits ที่ผ่านมา คุณโบว์ รฐา จิตตวิสุทธิกุล สถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกอาคาร ได้มาร่วมแบ่งปัน Insight และช่วยกันหาวิธีแก้โจทย์ยากๆ ของสถาปนิก เพื่อให้อาคารยุคใหม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอาคารเขียวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราจึงสรุป 3 ประเด็นสำคัญจากงาน Talk ครั้งนี้ ที่จะช่วยให้คนทำงานสถาปัตยกรรมเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า เราจะออกแบบอย่างไรให้ตึกยังคง ‘สวย’ และ ‘ถูกต้องปลอดภัย’ ไปพร้อมกัน

ที่มา : คู่มือแนวทางการตรวจสอบการออกแบบและก่อสร้างอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน

01 | BEC (Building Energy Code) เกณฑ์บังคับที่กระจกต้องตอบโจทย์

คำถามแรกๆ ที่สถาปนิกมักจะวิ่งเข้าหาซัพพลายเออร์กระจกในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องความใสหรือความหนาอีกต่อไป แต่คือ "กระจกตัวนี้ผ่านเกณฑ์ BEC หรือเปล่า?"
BEC (Building Energy Code) หรือเกณฑ์มาตรฐานอนุรักษ์พลังงานในอาคาร กลายมาเป็นไฟต์บังคับตามกฎหมายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566 สำหรับอาคารสร้างใหม่หรือดัดแปลงที่มีขนาด 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ครอบคลุมอาคาร 9 ประเภท ได้แก่ โรงมหรสพ, โรงแรม, สถานบริการ, สถานพยาบาล, สถานศึกษา, สำนักงานหรือที่ทำการ, ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้า, อาคารชุด, อาคารชุมนุมคน
จุดประสงค์ของ BEC ชัดเจนในตัวเอง :
     •  ลดค่าไฟ และค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัย
     •  ควบคุมมาตรฐาน การใช้พลังงานในแต่ละระบบของตึก
     •  ลดภาระโลกร้อน ในระยะยาว
สิ่งที่คนออกแบบต้องรู้ คือ กฎหมายระบุให้ต้องยื่นรายงาน BEC ได้ถึง 3 ช่วง ตั้งแต่ขั้นตอนขออนุญาตก่อสร้าง ไปจนถึงขั้นตอนขอเปิดใช้อาคาร เพื่อรีเช็คว่าวัสดุที่ใช้จริงตรงตามที่คำนวณไว้หรือไม่ และเนื่องจากกระจก คือ ส่วนสำคัญของระบบเปลือกอาคาร ค่าตัวเลขของกระจกจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ตึกสอบผ่านหรือสอบตก

สูตรลับพลังงานกระจก : ค่าที่สถาปนิกต้องมองหา
เมื่อต้องคำนวณค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังอาคาร หรือ OTTV (Overall Thermal Transfer Value) กระจกที่ดีต้องมีพลังในการกักเก็บและสะท้อนความร้อน โดยดูจาก 3 ค่าหลัก :
     1. ค่า U-Value : ค่าสัมประสิทธิ์การส่งผ่านความร้อน (ยิ่งต่ำยิ่งดี)
     2. ค่า SHGC (Solar Heat Gain Coefficient) : ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อนจากแสงอาทิตย์
     3. ค่า SC (Shading Coefficient) : สัมประสิทธิ์การบังแดด
เพื่อตอบโจทย์นี้ นวัตกรรมกระจกกลุ่ม Solar X ( เช่น SOLAR X MAX, SOLAR X NATURA, SOLAR X TREME ) จึงถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อให้สถาปนิกได้กระจกที่ยังมี ‘ความใส’ ดึงแสงธรรมชาติเข้ามาได้ดี แต่ยังช่วยลดการส่งผ่านความร้อนเข้าสู่อาคาร ทำให้ผ่านเกณฑ์ได้อย่างสบายๆ

02 | EIA กับดัก ‘แสงสะท้อน’ และทางออกของอาคารยุคใหม่

บ่อยครั้งที่สถาปนิกตั้งใจเลือกกระจกกันความร้อนประสิทธิภาพสูงที่มีการเคลือบสารสะท้อนแสง (Reflective Glass) เพื่อให้ผ่านเกณฑ์พลังงาน แต่กลับต้องมาตกม้าตายในขั้นตอนการทำ EIA (Environmental Impact Assessment) เพราะกระจกเหล่านั้นส่งแสงสะท้อนไปรบกวนชุมชนโดยรอบ

ในขณะที่กฎหมายทั่วไปกำหนดให้วัสดุผิวอาคารสะท้อนแสงได้ไม่เกิน 30% แต่หากอาคารนั้นต้องทำ EIA คณะกรรมการมักจะเข้มงวดให้ลดลงมาเหลือเพียง 10% - 15% เท่านั้น นี่คือโจทย์ที่ขัดแย้งในตัวเอง เพราะหากอยากกันความร้อนดี กระจกมักจะต้องเคลือบสารสะท้อนแสงเข้มๆ แต่ EIA บอกว่าห้ามสะท้อนเกิน 15% ทางออกของเรื่องนี้คืออะไร?
คำตอบอยู่ที่นวัตกรรมการลดความร้อนยุคใหม่ เช่น กระจกซีรีส์ SOLAR X MAX หรือ SOLAR X NATURA ที่เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีฟิล์ม ซึ่งช่วยให้กระจกมีค่าการสะท้อนแสงต่ำกว่า 10% แต่ยังคงรักษาค่าความสมดุลระหว่างแสงและความร้อน ตามข้อกำหนดกระจกอนุรักษ์พลังงานคือ SHGC (Solar Heat Gain Coefficient) น้อยกว่า 0.55 และ LSG (Light to Solar Gain) ได้มากกว่า 1.2 แปลว่า แสงสว่างยังส่องผ่านเข้ามาได้มากกว่าความร้อนถึง 20% อาคารจึงสว่าง ใส ไม่มืด และไม่สะท้อนตาจนโดนเพื่อนบ้านร้องเรียน

03 | ออกแบบบนความเสี่ยง: ความปลอดภัยที่ต้องระบุตั้งแต่ในแบบ

นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ‘ความปลอดภัยชีวิต’ คือ อีกหนึ่งแกนหลักที่กฎหมายและมาตรฐานอาคารเขียว เช่น TREES หรือ LEED ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะใน ‘พื้นที่เสี่ยง’ ที่มีกิจกรรมของมนุษย์ หรือจุดที่มีโอกาสรับแรงกระแทกและเสี่ยงต่อการร่วงหล่น ในทางกฎหมายควบคุมอาคาร มีการแบ่งประเภทการใช้กระจกนิรภัย (Tempered / Laminated) ไว้อย่างชัดเจนตามลักษณะความเสี่ยง :
1. ผนังและช่องเปิดภายนอกอาคารสูง (Facade)
สำหรับอาคารสูง อาคารใหญ่ อาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไป กฎหมายบังคับให้ใช้ กระจกลามิเนต เป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เศษกระจกร่วงหล่นลงมาด้านล่างหากเกิดการแตก
     •Insight สำหรับคอนโด : พื้นที่ตรงระเบียงห้องชุดที่หลายคนมองว่าเป็นพื้นที่กึ่งภายนอก แต่ในแง่กฎหมายถือว่าเป็นจุดที่ปะทะแรงลมโดยตรง จึงนับเป็นเปลือกอาคารที่ต้องใช้กระจกลามิเนตเช่นกัน
2. ราวกันตก และราวบันได (Balustrade)
หากเป็นราวกันตกทั่วไปสามารถใช้กระจกลามิเนตได้ แต่หากเป็นดีไซน์ยอดฮิตในปัจจุบันอย่าง ราวกันตกแบบไร้กรอบ (Frameless) กฎหมายจะขยับความเข้มงวดขึ้นเป็น Tempered Laminated Glass ทันที เพื่อให้กระจกแข็งแรงรับแรงกระแทกได้ และหากแตกฟิล์มตรงกลางยังคงยึดแผ่นกระจกไม่ให้ร่วงหล่นลงไป
3. พื้นกระจก และบันไดกระจก (Skywalk / Stair Glass)
นี่คือจุดที่ต้องรับทั้งแรงกระแทก รับนำ้หนักผู้ใช้งาน และความเสี่ยงจากการร่วงหล่น วิศวกรจึงต้องคำนวณความหนาและความแข็งแรงอย่างละเอียด โดยส่วนใหญ่พื้นที่ลักษณะนี้จะต้องใช้ กระจกลามิเนตหนาพิเศษอย่างน้อย 3 ชั้นขึ้นไป ร่วมกับการทำสารเคลือบกันลื่น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

04 | สภาวะวิกฤต: เมื่อกระจกต้องเผชิญหน้ากับ " ไฟ "

ในอดีต เมื่อพูดถึงสเปกกระจกกันไฟ สถาปนิกมักนึกถึง ‘กระจกเสริมลวด’ แต่ในปัจจุบัน (ปี 2026) ด้วยข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น กระจกเสริมลวดอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะในความเป็นจริง กระจกเสริมลวดเมื่อโดนไฟเพียง 1-2 นาทีก็แตกออก และลวดด้านในไม่ได้ช่วยเรื่องความแข็งแรง หากคนวิ่งกระแทกตอนหนีไฟ ลวดนั้นอาจบาดจนเกิดอันตรายร้ายแรงได้ กฎหมายอาคารสูงฉบับใหม่ระบุให้พื้นที่เสี่ยง เช่น โถงลิฟต์ หรือบันไดหนีไฟ ต้องใช้วัสดุทนไฟที่กันไฟได้นาน 1 - 2 ชั่วโมง เทคโนโลยี FireXGuard จึงเข้ามาแทนที่ โดยแบ่งเป็น 3 คลาส ตามการใช้งาน :
     • Class E : กันเปลวไฟและควัน (ตัวเริ่มต้น)
     • Class EW : กันเปลวไฟ ควัน และป้องกันการแผ่รังสีความร้อน ไม่เกิน 15 w/m²
     • Class EI : ขั้นสูงสุด ป้องกันทั้งเปลวไฟ ควัน และสกัดกั้นความร้อนไม่ให้ทะลุผ่าน (เหมาะสำหรับห้องเก็บข้อมูลสำคัญ หรือ Data Center)
นวัตกรรมนี้ช่วยให้สถาปนิกสามารถออกแบบผนังโถงลิฟต์หรือทางหนีไฟให้เป็น ‘กระจกใสบานใหญ่เต็มบาน’ ได้ตามจินตนาการ โดยไม่ต้องยอมลดทอนดีไซน์ไปเป็นผนังทึบแบบเดิมๆ แต่ยังคงได้ความปลอดภัยเต็มร้อยตามกฎหมาย

บทสรุป : ทางลัดที่ดีที่สุด คือ การคุยกันตั้งแต่ " ต้นน้ำ "

"งานสถาปัตยกรรมที่ดียุคนี้ ไม่ใช่แค่การบาลานซ์ความงาม แต่คือ การประสานดีไซน์ ข้อกฎหมาย และความปลอดภัยให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน" ทางลัดที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้สถาปนิกอุ่นใจ ไม่ต้องตามแก้แบบในตอนท้าย หรือเสี่ยงยื่นแบบไม่ผ่าน คือ การดึงผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกเข้ามาหารือตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มออกแบบ (Concept Design) เพื่อร่วมกันเลือกสเปกกระจกที่ 'พอดี' ไม่ตึงจนโอเวอร์สเปกให้งบบานปลาย และไม่หย่อนเกินไปจนผิดกฎหมาย เพื่อให้จินตนาการบนแผ่นกระดาษ กลายเป็นอาคารที่จับต้องได้และยั่งยืนอย่างแท้จริง