ในการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน หรือโรงแรมหรู "ราวกันตกกระจก" ได้กลายเป็นองค์ประกอบยอดนิยมที่สถาปนิกและเจ้าของบ้านเลือกใช้ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มความโปร่งตา ทำให้พื้นที่ดูกว้างขวาง ทันสมัย และมอบทัศนียภาพที่ไร้สิ่งบดบัง ทั้งในบริเวณระเบียง ทางเดิน หรือราวกันตกบันไดอย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสวยงามและโมเดิร์นนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือ "ความปลอดภัย" เพราะราวกันตกคือปราการด่านสำคัญที่ทำหน้าที่ป้องกันอุบัติเหตุจากการพลัดตก การเลือกประเภทกระจกที่ผิดพลาดเพียงเพื่อลดงบประมาณ อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่า การทำราวกันตกกระจกที่ถูกต้องและปลอดภัยอย่างแท้จริงนั้น ควรเลือกกระจกแบบไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง
ห้ามใช้ "กระจกเทมเปอร์แผ่นเดี่ยว" ทำราวกันตกในพื้นที่สูงเด็ดขาด!
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า กระจกเทมเปอร์ (Tempered Glass) มีความแข็งแรงสูงแล้วจะสามารถนำมาทำเป็นราวกันตกได้ในทุกกรณี แต่ในความเป็นจริงแล้ว "ไม่ควร/ไม่แนะนำให้ ใช้กระจกเทมเปอร์แผ่นเดี่ยว (Single Tempered Glass) สำหรับราวกันตกที่เป็นพื้นที่สูง (Overhead / Multi-story) เด็ดขาด" เนื่องจากกระจกเทมเปอร์เมื่อเกิดการแตกหัก จะแตกกระจายตัวกลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ คล้ายเม็ดข้าวโพดทันที ซึ่งจะทำให้สูญเสียสภาพการเป็นแผงกั้นในพริบตา หากอุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นบนระเบียงชั้น 3 หรือชั้น 5 เม็ดกระจกเหล่านั้นจะร่วงหล่นลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว หากมีผู้คนหรือเด็ก ๆ นั่งพักผ่อนอยู่บริเวณชั้นล่าง อาจได้รับอันตรายร้ายแรงจากเศษกระจกและเสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูงทันที
เจาะลึกพฤติกรรมกระจก 4 ประเภท เมื่อเกิดการแตกหัก
เพื่อให้เห็นภาพความปลอดภัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูกันว่าหากกระจกแต่ละประเภทได้รับความเสียหาย พฤติกรรมการแตกหักจะเป็นอย่างไร
1. กระจกใสธรรมดา (Annealed Glass)
ถือเป็นกระจกที่อันตรายที่สุดและห้ามใช้ทำราวกันตกโดยเด็ดขาด เพราะเมื่อแตกจะกลายเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่มีความคมกริบเหมือนใบมีด พร้อมที่จะบาดหรือทำร้ายผู้ที่อยู่ใกล้เคียง
2. กระจกเทมเปอร์แผ่นเดี่ยว (Single Tempered Glass)
แม้จะรับแรงกระแทกได้ดีกว่ากระจกธรรมดา 3-5 เท่า แต่เมื่อถึงจุดที่แตก จะแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ ทันทีและร่วงลงสู่พื้นทั้งหมด ไม่เหลือโครงสร้างสำหรับกันตกอีกต่อไป
3. กระจกเทมเปอร์ลามิเนต ฟิล์ม PVB ทั่วไป (Tempered Laminated Glass with PVB)
เป็นการนำกระจกเทมเปอร์ 2 แผ่นมาประกบกันโดยมีฟิล์ม PVB (Polyvinyl Butyral) อยู่ตรงกลาง เมื่อกระจกแตก เศษกระจกจะยังคงยึดติดกับฟิล์มไม่ร่วงหล่นลงมาด้านล่าง จากการทดสอบความปลอดภัยพบว่า แม้กระจกจะแตกทั้ง 2 แผ่น ฟิล์ม PVB จะช่วยถ่วงเวลาและรับน้ำหนักห้อยตัวอยู่ได้นานกว่า 30 นาที (โดยเฉลี่ยอาจอยู่ได้นานถึง 2-3 ชั่วโมง) ช่วยให้มีเวลาเพียงพอในการอพยพคนด้านล่าง หรือจัดการยกแผ่นกระจกพับกลับเข้ามาในฝั่งอาคารได้อย่างปลอดภัย
4. กระจกเทมเปอร์ลามิเนต ฟิล์มแข็งพิเศษ (Tempered Laminated Glass with STG)
นี่คือทางเลือกที่แข็งแรงและปลอดภัยที่สุดสำหรับงานราวกันตก ตัวฟิล์ม STG (Super High-Strength Glass) มีความหนาเพียง 0.89 มม. แต่มีความแข็งแรงและเหนียวมากกว่าฟิล์มทั่วไปหลายเท่า เมื่อกระจกแตกทั้งสองแผ่น ฟิล์ม STG จะยังคงความแข็งแรงเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง (Structural) สามารถพยุงตัวเองให้คงรูปทรงแผ่นตั้งตรงอยู่กับที่ (Form Retention) โดยไม่ล้มหรือห้อยย้อยลงมา มอบความปลอดภัยขั้นสูงสุด
สรุปข้อคิดในการเลือกราวกันตกกระจก
การลงทุนกับราวกันตกกระจก ไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายเงินเพื่อความสวยงามของอาคาร แต่คือการซื้อ "ความอุ่นใจและระบบความปลอดภัย" ให้กับทุกคนในบ้าน การเลือกใช้กระจกประเภท Tempered Laminated Glass โดยเฉพาะฟิล์มแข็งพิเศษอย่าง STG จะช่วยเปลี่ยนจากเหตุการณ์วิกฤตที่กระจกแตกให้กลายเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ มีเวลาจัดการ และไม่เกิดอันตรายต่อชีวิต
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน รีโนเวท หรือทำโครงการอาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ทาง BSG GLASS มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ และคำนวณสเปกกระจกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละหน้างาน เพื่อให้ราวกันตกของคุณสวยเด่น ทันสมัย และปลอดภัยในทุกวินาที