กระจกไม่เพียงแต่เป็นองค์ประกอบที่ใช้ประโยชน์ในการมองเห็น แต่ยังเป็น "อาวุธลับ" ของนักออกแบบในการเน้นมิติ เพิ่มความสว่าง และสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ การเลือกใช้กระจก ไม่ว่าจะเป็นกระจกใส กระจกเงา หรือกระจกพื้นผิวพิเศษ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของสไตล์การตกแต่งหลัก ๆ ดังนี้
1. สไตล์โมเดิร์น (Modern Style) ความโปร่งกว้างไร้ขอบเขต
เน้นความเรียบง่ายและเส้นสายที่สะอาดตา การใช้กระจกในสไตล์นี้มักเป็นกระจกใสแผ่นใหญ่ (Glass Wall) ที่ทำหน้าที่เป็นผนังหรือหน้าต่างบานใหญ่พิเศษ เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ภายในบ้านเข้ากับทัศนียภาพภายนอก ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้าน ลดความอึดอัด และทำให้พื้นที่ดูโล่งกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2. สไตล์ลักชูรี (Luxury Style) ความหรูหราทรงเสน่ห์
เน้นสร้างความสะดุดตาและความโอ่อ่าด้วยการใช้กระจกเงาโทนสีพิเศษ เช่น กระจกเงาสีชาทอง (Bronze Mirror) สีโรสโกลด์ (Rose Gold) นำมากรุผนังตกแต่งหรือทำเป็นหน้าบานตู้เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ กระจกเงาเหล่านี้จะช่วยสะท้อนแสงไฟจากโคมไฟระย้าหรือไฟซ่อน เพิ่มประกายระยิบระยับและความมีระดับให้กับห้อง
3. สไตล์ลอฟท (Loft Style) ความดิบเท่ที่มีโครงสร้าง
เพื่อไม่ให้ความดิบของคอนกรีต อิฐ หรือเหล็กทำให้ห้องดูมืดและทึบตันเกินไป สไตล์นี้จึงนิยมใช้กระจกใสเข้าคู่กับกรอบโครงเหล็กสีดำเข้ม นำมาทำเป็นฉากกั้นห้อง (Glass Partition) หรือประตูบานสไลด์ ช่วยแบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ โดยที่ยังคงความรู้สึกเปิดกว้างและโชว์โครงสร้างสถาปัตยกรรมได้อย่างลงตัว
4. สไตล์มินิมอล (Minimal Style) ความนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ
ลดความแข็งกระด้างของกระจกด้วยการใช้รูปทรงโค้งมน (Arched Mirror) หรือกรอบไม้ธรรมชาติ กระจกเงาแบบตั้งพื้นลอยตัวกลายเป็นองค์ประกอบยอดฮิตในสไตล์นี้ นอกจากนี้ยังนิยมใช้ กระจกลอนแก้ว (Fluted Glass) หรือกระจกฝ้า มาทำเป็นบานตู้และฉากกั้น เพื่อช่วยกรองแสงให้ดูนุ่มนวล พรางตาเพิ่มความเป็นส่วนตัว แต่ยังคงความรู้สึกโปร่ง อบอุ่น และผ่อนคลาย
เจาะลึกเทรนด์งานกระจกตกแต่งสถาปัตยกรรมระดับสากล
เมื่อก้าวเข้าสู่งานดีไซน์ยุคใหม่ กระจกได้ถูกยกระดับจากเพียงวัสดุตกแต่งทั่วไป ให้กลายเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างบรรยากาศ (Ambiance) และสุขภาวะที่ดีของการอยู่อาศัย (Well-being) จากเทรนด์การตกแต่งภายในระดับโลกในปัจจุบัน นักออกแบบชั้นนำต่างเลือกใช้กระจกนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและฟังก์ชันการใช้งาน ดังนี้
• Textured & Fluted Glass (กระจกลอนและกระจกผิวเทกซ์เจอร์)
การนำกระจกลอนแก้ว ลายลอนเล็ก ลายลอนใหญ่ หรือกระจกที่มีเทกซ์เจอร์พิเศษมาใช้กั้นพื้นที่ ช่วยสร้างมิติทางสายตาด้วยแสงและเงาที่ตกกระทบ (Light & Shadow Play) อีกทั้งยังช่วยเพิ่ม Privacy โดยไม่ตัดขาดพื้นที่ออกจากกัน ตอบโจทย์บ้านยุคใหม่ที่ต้องการ Open-plan แบบมีสัดส่วน
• Color Tinted & Fabric Laminated Glass (กระจกสีและกระจกลามิเนตผ้า)
เทรนด์สีเอิร์ธโทน โทนสีอบอุ่นอย่างบรอนซ์ (Bronze), น้ำตาลเบอร์กันดี (Burgundy) หรือโทนอัญมณี (Jewel Tones) กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก การนำกระจกเงาสีหรือการแทรกวัสดุ เช่น ผืนผ้าหรือลวดลายธรรมชาติ เข้าไปในชั้นกระจกลามิเนต ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ผนังตกแต่งดูประณีตและมีมิติความลึก (Visual Depth)
• Smart & Energy-Efficient Glass (กระจกประหยัดพลังงานและกระจกอัจฉริยะ)
ความยั่งยืน (Sustainability) และนวัตกรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ กระจกประหยัดพลังงานที่ช่วยกันความร้อน แต่ยังคงความใสเพื่อรับแสงธรรมชาติ (Daylighting) รวมถึงกระจกอัจฉริยะที่สามารถปรับเปลี่ยนจากกระจกใสเป็นกระจกฝ้าได้ด้วยระบบไฟฟ้า กลายเป็นตัวเลือกสำคัญของงานที่พักอาศัยระดับไฮเอนด์และอาคารพาณิชย์ยุคใหม่
ยกระดับทุกสไตล์การตกแต่งด้วยนวัตกรรมกระจกจาก BSG GLASS
ไม่ว่าคุณจะหลงใหลในความเรียบเท่ของสไตล์โมเดิร์น ความโอ่อ่าของสไตล์ลักชูรี ความดิบมีเสน่ห์ของลอฟท์ หรือความสงบผ่อนคลายในแบบมินิมอล BSG GLASS ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมกระจกตกแต่งสถาปัตยกรรม พร้อมเปลี่ยนทุกไอเดียดีไซน์ให้เกิดขึ้นจริง ด้วยนวัตกรรมกระจกแปรรูปหลากรูปแบบ อาทิ Fabric Glass (กระจกลามิเนตผ้า), Color Mirror (กระจกเงาโทนสีพิเศษ), Design Pattern Glass (กระจกลวดลายและกระจกลอน) ไปจนถึงกระจกนิรภัยและกระจกประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล
ค้นหาไอเดียการตกแต่งและนวัตกรรมกระจกที่ตอบโจทย์สไตล์ของคุณเพิ่มเติมได้ที่ BSG GLASS เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่การอยู่อาศัยที่สะท้อนตัวตนของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ